วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556



พ่อแม่ ผู้ปกครองบางท่าน อยากให้ลูกมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น จึงนำยา "เมทิล เฟนิเดต" (Methylphenidate) ซึ่งเป็น ยา ที่ใช้รักษาเด็กที่มีปัญหา สมาธิสั้น ไปให้บุตรหลานที่เป็นเด็กปกติกิน เป็นความเชื่อที่ผิด

นพญ. วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเมทิลเฟนิเดตว่า เป็น ยา รักษาโรค สมาธิสั้น ออกฤทธิ์ให้เด็กที่มีพฤติกรรมซน ไม่อยู่นิ่ง วู่วาม หุนหัน มีสมาธิมากขึ้น ยา ชนิดนี้ราคาไม่แพง แต่ไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ส่วนใหญ่จะต้องให้แพทย์สั่งจ่ายเฉพาะที่โรงพยาบาลเท่านั้น

พญ.วิมลรัตน์บอกว่า ยา ดังกล่าวนี้จะไปเพิ่ม "สารสื่อประสาท" ในสมองส่วนหน้า เมื่อกิน ยา แล้ว เด็กจะมีสมาธิกลับมาดีขึ้น แต่ถ้า ยา หมดฤทธิ์ก็อาจจะกลับมาไม่อยู่นิ่งเหมือนเดิม การกิน ยา ชนิดนี้ไม่ถือเป็นการรักษาโรคสมาธิสั้น เพียงแต่ ยา ตัวนี้จะช่วยคุมให้เด็กมีสมาธิมากขึ้น อยู่นิ่งมากขึ้น เมื่อเด็กนิ่งขึ้น หากจะมีการบอกหรือสอนสิ่งอื่นใด จะทำให้เด็กเข้าใจมากขึ้น

ส่วนการที่มีผู้ปกครองบางรายนำ ยา ชนิดนี้ไปให้เด็กปกติกิน จะมีผลอะไรหรือไม่อย่างไรนั้น พญ.วิมลรัตน์กล่าวว่า เชื่อว่าไม่ได้มีผลอะไรกับเด็กมากนัก เพราะ ยา ชนิดนี้ไม่มีผลข้างเคียง แต่หากเด็กที่กินไม่มีความผิดปกติใดๆ ทางสมอง ก็เท่ากับกิน ยา ไปโดยเปล่าประโยชน์ สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ เพราะ เด็กปกติที่ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้ในห้องเรียน มีต้นตอของปัญหาคือ ขาดความตั้งใจ มากกว่าป่วยทางสมอง ฉะนั้น ถ้ากิน ยา เข้าไปก็อาจจะมีผลต่อสมองบ้าง เช่น เมื่อ ยา หมดฤทธิ์ก็กลับมาเป็นเด็กที่ไม่มีสมาธิ ตามเดิม แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องความตั้งใจ หรือแก้ที่นิสัยของเด็กคนนั้น

พญ.วิมลรัตน์ ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า อย่าทำลายโอกาสบุตรหลานที่เป็นเด็กปกติ เพราะเขามีโอกาสจะพัฒนาตัวเองต่อไปได้ ถ้าพ่อแม่ใส่ใจดูแลมากกว่าที่จะหันไปพึ่ง ยา แต่หากผู้ปกครองมัวแต่พึ่งสารเคมี เด็กโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีความอดทน หรือไม่มีความตั้งใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการทำร้ายเด็กทางอ้อม

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น